สาเหตุแฝงของโรคอ้วน
โรคอ้วนไม่ได้เกิดจากการกินเพียงอย่างเดียว
ปัจจัยทางเมตาบอลิซึม ฮอร์โมน และการใช้ชีวิตที่เกี่ยวข้องกับภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน
เมื่อพูดถึงโรคอ้วน หลายคนอาจนึกถึงการรับประทานอาหารมากเกินไปหรือการเคลื่อนไหวร่างกายน้อยเป็นสาเหตุหลัก แต่ในทางการแพทย์ โรคอ้วนเป็นโรคเรื้อรังที่มีความซับซ้อนและเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน
นอกจากสมดุลระหว่างพลังงานที่ได้รับและพลังงานที่ใช้แล้ว ยังมีปัจจัยด้าน ฮอร์โมน ระบบเมตาบอลิซึม การนอนหลับ ความเครียด ยาบางชนิด พันธุกรรม และสิ่งแวดล้อม ที่อาจมีส่วนต่อการควบคุมความหิว การใช้พลังงาน และการสะสมไขมันของร่างกาย
การประเมินปัจจัยเหล่านี้อย่างรอบด้านจึงช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนการดูแลน้ำหนักให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลได้มากกว่าการพิจารณาจากตัวเลขบนเครื่องชั่งเพียงอย่างเดียว และจะช่วยให้สามารถวางแผนดูแลสุขภาพได้อย่างถูกต้องและยั่งยืน
ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน
- การรับประทานอาหาร (Diet pattern)
อาหารที่มีพลังงานสูง น้ำตาลสูง แป้งขัดสี และอาหารแปรรูป เป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่เพิ่มโอกาสการเกิดโรคอ้วน เนื่องจากการรบกวนฮอร์โมนที่ควบคุมความอยากอาหาร (ghrelin) และความอิ่ม (leptin) ทำให้รู้สึกหิวบ่อยและร่างกายรับพลังงานมากกว่าปกติที่ร่างกายต้องการ อีกทั้งยังทำให้ระดับอินซูลินในเลือดสูงขึ้น ซึ่งอินซูลินเป็นฮอร์โมนที่กระตุ้นการเก็บพลังงานในรูปแบบไขมัน หากระดับอินซูลินสูงเรื้อรัง ร่างกายจะสะสมไขมันได้ง่ายและสลายไขมันได้ยากอีกด้วย
2. การเคลื่อนไหวร่างกาย (Physical activity)
การใช้ชีวิตแบบนั่งทำงานเป็นเวลานาน (sedentary lifestyle) ทำให้อัตราการเผาผลาญพลังงานลดลง เมื่อพลังงานที่รับประทานมากกว่าที่ใช้สะสมต่อเนื่อง จะนำไปสู่การเพิ่มของไขมันในร่างกาย การออกกำลังกายสม่ำเสมอไม่เพียงช่วยเผาผลาญพลังงาน แต่ยังช่วยเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มอัตราการเผาผลาญพื้นฐาน (Basal Metabolic Rate)
3. การนอนหลับ (Sleep)
การนอนน้อยกว่า 6–7 ชั่วโมงต่อคืน ส่งผลโดยตรงต่อฮอร์โมนควบคุมความหิวและความอิ่ม ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความหิว (ghrelin) มากขึ้น และลดฮอร์โมนอิ่ม (leptin) ลง ทำให้รับประทานมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว การนอนที่ไม่เพียงพอยังเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะดื้อต่ออินซูลิน และการสะสมไขมันบริเวณหน้าท้อง
4. ความเครียดเรื้อรัง (Chronic stress)
ความเครียดกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล การที่คอร์ติซอลที่สูงต่อเนื่องมีผลทำให้อยากอาหารเพิ่มขึ้น อีกทั้งในบางราย ความเครียดยังสัมพันธ์กับพฤติกรรมการรับประทานอาหารตามอารมณ์โดยเฉพาะอาหารหวาน อาหารเค็มและไขมันสูง นำไปสู่การไขมันสะสมบริเวณช่องท้องมากขึ้น มวลกล้ามเนื้อลดลงและทำให้ควบคุมน้ำหนักได้ยากยิ่งขึ้น
5. การรับประทานยาบางชนิด (Medications)
ยาบางกลุ่มอาจมีผลข้างเคียงทำให้น้ำหนักเพิ่ม เช่น ยาต้านซึมเศร้าบางชนิด ยารักษาโรคจิต สเตียรอยด์ ยาความดันบางชนิดและยารักษาเบาหวานบางขนิดรวมถึงอินซูลิน หากน้ำหนักเพิ่มขึ้นหลังเริ่มยา ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินและวางแผนดูแลอย่างเหมาะสม
6. สารเคมีรบกวนระบบการเผาผลาญ (Obesogens)
งานวิจัยพบว่าสารเคมีบางชนิดในสิ่งแวดล้อม อาทิเช่น BPA และ phthalates อาจรบกวนการทำงานของฮอร์โมนและการเผาผลาญพลังงาน สารเหล่านี้อาจกระตุ้นการสร้างเซลล์ไขมัน หรือเปลี่ยนจุดสมดุลของน้ำหนักในร่างกาย ส่งผลให้น้ำหนักขึ้นง่ายและการลดน้ำหนักยากขึ้น แม้ยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม แต่ถือเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีบทบาทภาวะผิดปกติด้านการเผาผลาญของร่างกายในระยะยาว
7. โรคหรือภาวะที่เกี่ยวกับฮอร์โมน (Hormones related diseases)
ในบางกรณี โรคอ้วนเป็นผลจากความผิดปกติของระบบต่อมไร้ท่อ เช่น ภาวะคอร์ติซอลสูงผิดปกติ (Cushing syndrome) ภาวะไทรอยด์ฮอร์โมนต่ำ (Hypothyroidism) ภาวะดื้ออินซูลิน (Insulin resistance) กลุ่มอาการถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS) ภาวะเหล่านี้ส่งผลให้ระบบเผาผลาญลดลง หรือกระตุ้นการสะสมไขมันมากกว่าปกติ หากน้ำหนักเพิ่มอย่างรวดเร็วผิดปกติ หรือควบคุมอาหารแล้วน้ำหนักไม่ลด ควรได้รับการตรวจประเมินอย่างละเอียด
8. พันธุกรรม (Genetics)
รหัสพันธุกรรมมีส่วนในการกำหนดความไวต่อการสะสมไขมัน เช่น MC4R, POMC, FTO gene เป็นต้น บางคนอาจรู้สึกหิวบ่อยกว่า หรือเผาผลาญพลังงานได้ช้ากว่า แม้รับประทานเท่ากัน แม้พันธุกรรมไม่ได้เป็นตัวกำหนดผลลัพธ์สุดท้าย แต่เป็นปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้การดูแลน้ำหนักของแต่ละคนแตกต่างกัน
บทสรุป
โรคอ้วนเป็นภาวะเรื้อรังที่เกิดจากหลายปัจจัย ไม่ใช่เพียงเรื่องของการกินมากหรือออกกำลังกายน้อย
การเข้าใจปัจจัยด้าน โภชนาการ การเคลื่อนไหว การนอนหลับ ความเครียด ฮอร์โมน เมตาบอลิซึม ยา พันธุกรรม และสิ่งแวดล้อม ช่วยให้มองปัญหาน้ำหนักได้รอบด้านมากขึ้น
เป้าหมายของการดูแลจึงไม่ควรเป็นเพียงการทำให้น้ำหนักลดลง แต่ควรเป็นการ ประเมินปัจจัยที่เกี่ยวข้อง วางแผนการดูแลอย่างเหมาะสม และติดตามสุขภาพในระยะยาว
บทความโดย
พญ. คัทลียา จิรวิมุต ว.63680
หากสนใจปรึกษาการลดน้ำหนักอย่างยั่งยืนสามารถติดต่อได้ทาง line : @coolpeel
References
- Gupta, P. (2025) The science behind obesity: Understanding the causes and the path to weight loss, OMICS International. Available at: https://www.omicsonline.org/open-access/the-science-behind-obesity-understanding-the-causes-and-the-path-to-weight-loss-135913.html?view=mobile&utm_source=chatgpt.com (Accessed: 04 March 2026).
- Hong, S. et al. (2025) ‘The effect of sleep disruption on Cardiometabolic Health’, Life, 15(1), p. 60. doi:10.3390/life15010060.
- Masood, B. and Moorthy, M. (2023) ‘Causes of obesity: A Review’, Clinical Medicine, 23(4), pp. 284–291. doi:10.7861/clinmed.2023-0168.
- Młynarska, E. et al. (2025) ‘Obesity as a multifactorial chronic disease: Molecular mechanisms, systemic impact, and emerging digital interventions’, Current Issues in Molecular Biology, 47(10), p. 787. doi:10.3390/cimb47100787.
- Domecq, J.P. et al. (2015) ‘Drugs commonly associated with weight change: A systematic review and meta-analysis’, The Journal of Clinical Endocrinology & Metabolism, 100(2), pp. 363–370. doi:10.1210/jc.2014-3421.
- Lin, X. and Li, H. (2021) ‘Obesity: Epidemiology, pathophysiology, and therapeutics’, Frontiers in Endocrinology, 12. doi:10.3389/fendo.2021.706978.
- Ateek, A. (2025) (PDF) obesity: A review of pathogenesis and management strategies. Available at: https://www.researchgate.net/publication/5641498_Obesity_A_Review_of_Pathogenesis_and_Management_Strategies (Accessed: 03 March 2026).
- Jerrold J Heindel et al. (2022) Obesity II: Establishing causal links between chemical exposures and Obesity, Biochemical pharmacology. Available at: https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/35395240/ (Accessed: 04 March 2026).